รีวิว The Mummy : Tomb of the Dragon Emperor | มัมมี่โอลิมปิก

รีวิว The Mummy : Tomb of the Dragon Emperor | มัมมี่โอลิมปิก

รีวิว The Mummy : Tomb of the Dragon Emperor | มัมมี่โอลิมปิก

เนิ่นนานไม่น้อยกับการทิ้งช่วง ทำภาคต่อของหนังชุด “The Mummy” ..ที่จะว่าไป ถ้าไม่มีภาคสามเกิดขึ้นตามมาเช่นนี้เสียเลย ก็คงจะดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเสียดายอะไรอยู่แล้ว

เมื่อเทียบกันกับหมู่มวลหนังแนวผจญภัยเรื่องอื่นๆแล้ว The Mummy ทั้งสองภาคแรก ต่างล้วนแต่เป็นหนังที่มี ความโปร่งใส ในแง่ของการเป็นความบันเทิง ..คือ ความที่มันพยายามจะหาเรื่องหาราว มาผูกความสนุกด้วยตัวพลอตเกี่ยวกับ ผีผ้าพันแผล ต่างๆนานา แต่ก็ไม่อาจหลุดกรอบจากขนบหนังแนวนี้อีกเป็นร้อย ที่จำต้องรักษาภาพพจน์เดิมๆไว้เสียจน ไม่ใช่ความสดใหม่อะไรอีกแล้ว ..และถึงต่อให้จะพลิกโลกหาตำนาน ผีผ้าพันแผลอีกกี่แห่งอารยธรรม ที่หลุดจากอียิปต์ไปได้ไกลอีกแค่ไหน ก็คงไม่ได้หมายความว่า The Mummy จะมีอะไรที่น่าสนใจไปมากกว่าความเดิมๆ

แต่นั่นก็ถือเป็นคนละความหมาย กับเรื่องของการหาความบันเทิง(ที่ขอให้ไม่ใช่ ‘เหา’ เป็นยอดดี)ใส่หัว ..เพราะถึงส่วนตัวจะไม่ได้ติดใจอะไรในสองภาคก่อนก็ตาม แต่ก็ยังอยากจะรู้ว่า การกลับมาเป็นหนที่ 3 ครั้งนี้ มีอะไรที่น่าจะทำให้สนุกได้อีกบ้าง ..ในเมื่อท้ายที่สุดก็กะไว้แล้วว่า ดูจบก็คงมีอันเป็นจบกันแต่ในโรงแหงแก๋่ล่ะ

“The Mummy : Tomb of the Dragon Emperor” …เปิดประเดิมการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลออกนอก อียิปต์ เป็นหนแรก ของตำนานผีผ้าพันแผล ด้วยการต้อนรับกีฬาโอลิมปิค (ไม่รู้มันเกี่ยวอะไรบ้างมั้ย..แต่เห็นหนังพยายามโปรโมตให้ภูมิใจไปยังงั้นง่ะ) และเป็นอันน่าจะดีใจสำหรับชาวเอเชียเราบ้าง ที่ได้รู้ว่า ทวีปของเราก็มี มัมมี่ เป็นตัวเป็นตนกะเขาเหมือนกัน (ตรงไหน???) …ยิ่งเฉพาะถ้าเป็นชาว ‘จีน’ ด้วยแล้ว ย่อมจะตื่นเต้นที่ ฮอลลีวู้ด ให้ความเคารพรักประเทศนี้ ชอบสร้างเรื่องสร้างราวให้พวกเขาเข้ามามีบทบาทเสียเหลือเกิน (จริงเหรอ???)

องค์จักรพรรดิ “ฮาน” หรือที่ตำนาน(ในหนังนะ..ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องสน)เล่าขานว่าเป็น ‘จักรพรรดิมังกร’ พยายามจะเอาชนะความตาย ด้วยการตามหากลวิธีที่จะเป็นอมตะ..แต่เมื่อความรักที่มีต่อ “ซือฉวน” ขององค์จักรพรรดิ มันนำพามาซึ่งหายนะจากการทำร้ายจิตใจของเธอ (ความเป็นจริง..คือ เธอไม่รักเขาเลย แต่กะจะยัดเยียดความเป็นผัวให้แม่ทัพซะมากกว่า) มันทำให้บันดาลโทสะพุ่งพรวด และเธอก็ใช้เวทย์มนต์คาถาที่เธอถนัด ต้องคำสาปใส่จักรพรรดิ ให้กลายเป็นหุ่นดินเผา ที่รอวันจะได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา เพียงเพื่อให้แก๊งปราบมัมมี่ โดย “ริค โอ’ คอนเนอร์” และครอบครัว ต้องกลับมาสะสางให้อีกทีหนึ่ง (ยุ่งย้าก ยุ่งยาก เหลือเกิน..ทั้งที่สาปๆให้ตายๆไปแต่ต้นก็หมดเรื่อง)

ส่วนครอบครัว โอ’ คอนเนอร์ จะมีวิธีจัดการสยบมัมมี่ชาติมังกรตัวนี้ กันอย่างไรนั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่เดาได้ตามสูตร.. ที่สุดท้ายก็ ง่ายดาย ตามเคยซะหรอก

แต่ในเมื่อผมก็ไม่ได้คิดมากอะไรนักหนา มาตั้งแต่เริ่มต้น ..ก็เลย ง่ายดาย ที่จะปล่อยใจไปกับหนังกันลูกเดียว

เพราะถึงแม้โดยรวมของหนัง จะยังเต็มไปด้วยจุดให้น่าตำหนิ มีอะไรที่แอบขัดใจอยู่มากมายให้รู้สึก …แต่ก็ดีไปอย่างที่ The Mummy 3 เดินเรื่องได้เร็วรี่ และมีเนื้อที่ไล่เรียงต่อเนื่องฉากต่อฉากไปเรื่อย จนไม่ค่อยจะติดกึกเกิดรำคาญกับปัญหาความผิดพลาดให้ใคร่ซีเรียสอะไรหนักหนา ..หากจะกลับมาคิดลึกได้อีกที ก็ดูหนังจบไปเสียแล้ว

ซึ่งดูแตกต่างกับกรณีของอีกหนึ่งโปรแกรมบันเทิงแห่งซัมเมอร์อย่าง “Hancock” ..ที่หนังพยายามยัดเยียดจุดบอด(ที่บทคงคิดว่าน่าจะดีเด่นแหงแก๋)ให้โดดเด่น โดดเด้ง โดยที่ความสนุกไม่สามารถกลบเกลื่อน ความเลอะเลือนของเหตุผลมันได้เลย

แต่ถ้าได้ลองนึกว่า The Mummy 3 พอมีอะไรที่เรียกว่าเป็นเสน่์ห์ที่น่าติดตามจนลืมเหตุและผลไปได้บ้าง? ..ให้ใคร่ครวญกันจริงๆ ก็ไม่มีตรงไหน ที่ดูดีอย่างจริงๆจังๆ …ทุกๆอย่าง ล้วนแต่มาพร้อม ความธรรมดา ที่ไม่น่าตื่นเต้นอะไรนัก

ไม่ว่าจะเป็น ฉากแอ๊คชั่นที่อัดดุ้นๆ กันจนอิ่มล้น มากกว่าภาคก่อนๆ ก็ถือว่า แค่สนุกในระดับที่พอเพลิน มากไปกว่าจะติดตา ติดอก กระทั่งติดใจฉากไหนเป็นพิเศษ ..หรือจะเป็นเรื่องของตัวพลอตหนัง อีกยิบย่อยที่เป็นไปตามสูตรสำเร็จ อันเสริมเข้ามาเพียงเพื่อให้มีอะไรมากไปกว่าหนังแอ๊คชั่น (ยกตัวอย่าง ความขัดแย้งของพ่อ-ลูก, รักสามเส้าของจักรพรรดิ แม่ทัพ และซือฉวน , ความโรแมนติกของคู่รักพระ-นาง ที่มีอายุต่างกันเป็นชาติ) ก็ไม่ได้เน้นย้ำอะไรเสีย จนสุดท้ายก็ไม่เคยสร้างผลลัพธ์อะไรที่ต่อเนื่องกลมกลืนไปกับเรื่องราวผจญภัย และการสงคราม ได้เลย

ซึ่งจากที่พิจารณาในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกเชื่อ ที่คนดูจะมีมากหรือน้อยต่อตัวหนัง ..ก็ยืนยันได้มั่นใจว่าผู้กำกับ “ร็อบ โคเฮน” ไม่ได้มีความเหมาะจะมาทำหนังผจญภัยเพื่อครอบครัวอย่างงี้เลยจริงๆ …โดยทางที่ถนัดของลุงแก ก็เห็นยังต้องเป็นหนังมันส์ๆ เพื่อวัยรุ่น ที่ดิบ ห่าม เถื่อน ประมาณเดียวกับ “xXx” หรือ “The Fast and the Furious” จะดูดีกว่ามากมาย

ยิ่งกับส่วนของนักแสดงที่มีทั้งคนเก่า และคน(ที่เพิ่งเข้ามา)ใหม่… ก็ไม่มีใครที่ลึกซึ้งกับคาแรกเตอร์ของตัวเองเต็มที่ จนกลายเป็นความโดดเด่นเกินหน้าเกินตาเพื่อน หรือถ้าให้มองเป็นทีมด้วยอีก ก็อาจจะไม่ถึงต้องพากันมาตายหมู่ แต่การผสมผสานของพวกเขาก็ยังดูไม่ลงตัวอยู่ดี ..ซึ่งแม้บทหนังจะมีความพยายาม วาดสีสัน เติมมิติต่างๆนานาให้แต่ละคนได้เล่นเอาสนุกเป็นหลักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังดูเรียบๆ ไม่มีใครที่ฝากผลงานชวนให้น่าฝังจิตฝังใจอะไรเอาไว้เลย

แม้กระทั่งกับ พระเอกตัวจริง อย่าง “แบรนเดน เฟรเซอร์” จะเคยเกิดและดังเพราะหนังชุดนี้ ..แต่บทบาทที่ไม่อาจมีตัวตายตัวแทนของเขา ในหนที่ 3 ก็ยังจืดชืดกว่าภาคก่อนๆอย่างเห็นได้ชัดทีเดียวเชียว ..หรือจะอีกในกรณีของ “มาเรีย เบลโล” ที่เข้ามาแทนที่ในบท “อีวี่” ก็ยังไม่อาจจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวละครนี้ที่ ‘ราเชล ไวส์’ เคยได้ฝังลึกเอาไว้เสียจนมิด เพราะถึงแม้จะแสดงไม่ขัดหูขัดตานัก ..แต่ก็ไม่อาจเชื่อได้เทียบเท่าคนเก่า อีกทั้งหน้าก็แก่เกินไปด้วยนะนั่น

ถ้าหนังไม่ได้ความงามของแม่นาง “อิซาเบลลา เหลียง” มาช่วยพยุงสายตาให้ต้องคาจอเอาไว้ ..ก็คงจะดูจืดชืด มากไปกว่านี้ได้อีกแหงซะ

แล้วหากจะดูเอาความตื่นตาตื่นใจตามแบบฉบับหนังฟอร์มหญ่ายยยย ด้วยอีกอย่างละก็ ..งานซีจีของ The Mummy ภาคนี้ก็ดูธรรมดา กว่าจะน่าตะลึงได้เช่นเคยกับ พายุทะเลทรายที่รวมตัวเป็นใบหน้าอิมโฮเทป ในภาคแรก …ทั้งอีกอย่าง ที่รู้สึกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ๆของหนังภาคสาม ก็คือ การตัดต่อที่ดูรีบรน และไม่ประดิษฐ์ประดอยทางอารมณ์ร่วม ..แม้จะเถียงไม่ได้ว่าหนังเดินเรื่องเร็ว เพราะเหตุนี้ แต่นั่นก็คนละความหมายกับ ความรู้สึกที่ไม่ค่อยกลมและกลืนกันที่ดูประดักประเดิกจะเข้าใจในเรื่องราว

หากเมื่อเอาเรื่องของการตัดต่อ มาเปรียบเทียบกับ บทหนัง ..ผมกลับเห็นว่า บทหนังยังมีเหตุมีผล(ทั้งจะว่าไป..ก็ไม่มากมาย)มากกว่า ความรวดเร็วของหนังที่อัดสปีดเร่งร้อนให้มันจบๆไป และสุดท้าย ก็ส่งผลให้หนังเป็นเพียงความสนุกที่ดูจบแล้วก็เป็นจบกันอีกตามเคย

“The Mummy : Tomb of the Dragon Emperor” …แม้สถานที่เกิดเหตุจะเปลี่ยน เวลาจะเปลี่ยน (และกระทั่ง ราเชล ไวส์ จะเปี๋ยนไป๊ เป็นคนอื่น) แต่ความรู้สึกแบบเดิมๆกับหนังชุดนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไป